ภูมิแพ้แอบแฝง... กำราบได้

 

ภูมิแพ้อาหารแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

ประเภทแรกคือ แบบเฉียบพลัน รับประทานอาหารชนิดนั้นแล้วมีอาการทันที เกิดจากภูมิต้านทานชนิดอิมมูโนโกบูลิน อี จำเป็นต้องงดอาหารที่แพ้ไปตลอดชีวิต อาการจึงหายได้

ประเภทที่สองคือ แบบแฝง ซึ่งอาจใช้เวลาตั้งแต่หลายชั่วโมงถึงหลายวันถึงจะปรากฏอาการแพ้ ดังนั้นผู้ที่มีอาการแพ้ชนิดนี้มักไม่ทราบว่าแพ้อาหารชนิดใด เกิดจากภูมิต้านทานชนิดอิมมูโนโกบูลิน จี จำเป็นต้องอาศัยการตรวจเลือดเพื่อหาภูมิต้านทานชนิดดังกล่าว ถ้าระดับการแพ้ไม่มาก การหยุดรับประทานอาหาร 3 - 6 เดือน อาจจะกลับมารับประทานอาหารชนิดนั้นได้ใหม่ แต่ถ้าระดับการแพ้รุนแรงก็แนะนำให้หยุดรับประทานอาหารชนิดนั้นตลอดชีวิต อาการดังกล่าวจึงจะหายได้

 

ภูมิแพ้อาหารแอบแฝง มีผลอย่างไรต่อตัวคุณ

ภูมิแพ้ต่ออาหารแบบแฝง เกิดจากการรับประทานอาหารบางชนิดที่เราไม่เคยทราบว่าแพ้ซ้ำไปซ้ำมาเป็นระยะเวลานานจนร่างกายแสดงออกมาในรูปแบบของการสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาตอบสนองต่ออาหารเสมือนเป็นสิ่งแปลกปลอมของร่างกาย ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อผู้ป่วยต้องทานอาหารที่มีโปรตีนชนิดนั้นอยู่เรื่อย ๆ  โดยไม่ทราบว่าอาหารชนิดนั้นจะส่งผลให้ร่างกายมีการสร้างแอนติบอดีอย่างต่อเนื่อง จนถึงจุดที่เกินความสามารถของร่างกายที่จะกำจัดสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้ออกไปได้ จึงเกิดการหลงเหลือของสิ่งแปลกปลอมที่กระตุ้นภูมิต้านทานซึ่งนำไปสู่การอักเสบอย่างต่อเนื่องในร่างกาย

การอักเสบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจก่อให้เกิดความผิดปกติของระบบย่อยและดูดซึมอาหาร เรียกว่าภาวะลำไส้รั่วซึม (leaky gut syndrome) ซึ่งอาการแสดงจะแตกต่างกันไประหว่างบุคคล เช่น ผื่นคันตามผิวหนัง เหนื่อยเพลีย ท้องอืดอาหารไม่ย่อย  ปวดข้อเรื้อรัง ปวดเมื่อยตามตัว นอกจากนี้ อาจเป็นสาเหตุของโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น โรคอ้วน ภูมิแพ้เรื้อรัง หอบหืด ไซนัสอักเสบ โรคข้อรูมาตอยด์ ปวดศีรษะไมเกรนที่กำเริบบ่อย ๆ เป็นต้น ซื่งหากปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานานอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานและคุณภาพชีวิตได้โดยตรง

 

ตรวจแอนติบอดี กันไว้ก่อน

เนื่องจากปฏิกิริยาภูมิแพ้ต่ออาหารชนิดนี้จะค่อย ๆ เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ เป็นชั่วโมง หรือเป็นวัน จึงยากต่อการสังเกต ทำให้ต้องอาศัยการตรวจวัดระดับแอนติบอดี ชนิดจี (อิมมูโนโกบูลิน ชนิดจี, Immunoglobulin G) โดยการตรวจเลือดเท่านั้น โดยปัจจุบันสามารถตรวจวัดอาหารที่กระตุ้นให้เกิดภูมิแพ้ชนิดนี้ได้มากกว่า 200 ชนิด แล้วแสดงผลออกมาเป็นระดับความรุนแรงของการแพ้ เพื่อเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับแพทย์ในการนำมาใช้วางแผนการปรับเปลี่ยนอาหารและบำบัดอาการผิดปกติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อช่วยให้ท่านกลับมามีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงอีกครั้งหนึ่ง

รายการอาหารที่มักก่อให้เกิดอาการแพ้ที่พบบ่อย ได้แก่ ไข่ ผลิตภัณฑ์จากนมวัว ยีสต์ ถั่วเหลือง กล้วย ข้าวโพด ช็อคโกแลต  เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นส่วนประกอบในอาหารที่พบได้บ่อย ดังนั้นการตรวจปฏิกิริยาภูมิแพ้ต่ออาหารแบบแฝงที่เฉพาะเจาะจงสำหรับตัวท่านจึงมีประโยชน์มาก เพราะนอกจากจะช่วยให้ท่านสามารถหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดเพื่อบรรเทาอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นแล้ว ยังจะเป็นข้อมูลสำคัญให้ท่านสามารถรับประทานอาหารที่ถูกต้องในอนาคตได้อีกด้วย

 

อยู่กับอาการแพ้

       1. งดอาหารทุกชนิดที่มีส่วนประกอบของสารอาหารที่ทำให้เกิดอาการแพ้เป็นเวลา 3 - 6 เดือน ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรง เพื่อให้ร่างกายมีเวลาได้กำจัดอาหารที่ตกค้างออกไปได้หมดก่อน

       2. ทดลองรับประทานอาหารชนิดที่แพ้ไม่รุนแรงอีกครั้ง โดยเริ่มทีละนิด เพื่อดูการตอบสนองของร่างกาย หากไม่เกิดอาการผิดปกติก็สามารถเพิ่มปริมาณการรับประทานอาหารชนิดนั้นได้

       3. ใช้โปรไบโอติก วิตามิน และ อาหารเสริมเพื่อปรับลดอาการอักเสบของลำไส้และร่างกาย

      4. ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เสี่ยงต่อภาวะภูมิแพ้ต่ออาหารแบบแฝง เช่น หมุนเวียนรับประทานอาหาร ลดการรับประทานอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล รับประทานผักผลไม้มากขึ้น

 

(ล้อมกรอบ) โปรไบโอติกคืออะไร?

เป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งปกติอาศัยอยู่ในทางเดินอาหารของเรา ซึ่งไม่ก่อให้เกิดโรค แต่กลับมีประโยชน์ในการปรับสมดุลการทำงานในระบบทางเดินอาหาร ช่วยย่อยสารอาหาร และคอยกำจัดแบคทีเรียร้ายออกจากร่างกาย เป็นสารอาหารธรรมชาติ จึงไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ ต่อร่างกาย ช่วยเสริมภูมิแก่ร่างกาย ทำให้ท่านแข็งแรงและอ่อนเยาว์

Q: สิ่งที่เราไม่เคยแพ้มาก่อน เมื่ออายุมากขึ้นแล้วจะมีโอกาสแพ้ได้หรือไม่

A: ได้ค่ะ เนื่องจากหากเรารับประทานอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ร่างกายอาจสร้างภูมิต้านทานต่ออาหารชนิดนั้นขึ้นมาจนทำให้เกิดอาการของภูมิแพ้อาหารแบบแฝงได้ และในบางรายเกิดอาการแพ้สารพิษที่ปนเปื้อนมากับอาหารต่างๆ จึงทำให้มีอาการแพ้เกิดขึ้น ทั้งที่เป็นอาหารที่เคยรับประทานได้ ซึ่งจริง ๆ แล้วเกิดจากแพ้สารพิษที่ปนเปื้อนมาจนทำให้เข้าใจผิดว่าแพ้อาหารได้